ข้ามไปเนื้อหาหลัก
THeAILAND.com
EN

ค้นหาเนื้อหา

ใช้ AI สร้างวิดีโอ: ทำอะไรได้จริง คุณภาพแค่ไหน และประเด็นลิขสิทธิ์

Use-case ~11 นาที อัพเดท 18 มิถุนายน 2569

ใช้ AI ทำงานจริง AB113

ใช้ AI สร้างวิดีโอ: ทำอะไรได้จริง คุณภาพแค่ไหน และประเด็นลิขสิทธิ์

สำหรับทีมคอนเทนต์ นักการตลาด และเจ้าของกิจการ ที่กำลังชั่งใจว่าจะเอา AI วิดีโอเข้ามาในสายงานผลิตจริงหรือยัง

ปีที่ผ่านมา การพิมพ์คำสั่งสั้น ๆ แล้วได้คลิปวิดีโอกลับมาภายในไม่กี่นาที กลายเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในระดับที่เอาไปใช้กับงานได้ ไม่ใช่ของเล่นในห้องวิจัยอีกต่อไป สำหรับทีมที่ต้องป้อนคอนเทนต์ลงโซเชียลทุกวัน หรือธุรกิจที่งบโปรดักชันจำกัด นี่คือเครื่องมือที่น่าจับตา แต่คำถามที่ผู้บริหารและหัวหน้าทีมควรถามไม่ใช่ “มันเจ๋งไหม” แต่เป็น “มันทำงานจริงได้แค่ไหน และพาความเสี่ยงอะไรเข้ามาบ้าง” บทนี้ตอบทั้งสองด้านอย่างตรงไปตรงมา ทั้งสิ่งที่มันทำได้และจุดที่ยังพลาดหรือสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายได้ง่าย

สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ นี่เป็นสายเทคโนโลยีที่ขยับเร็วที่สุดสายหนึ่งในตอนนี้ ชื่อเครื่องมือและคุณภาพที่กล่าวถึงอ้างจากแหล่งช่วงปี 2025 ถึง 2026 เวอร์ชันโมเดลเปลี่ยนเร็วมาก แต่ข้อจำกัดเชิงเทคนิคและความเสี่ยงด้านกฎหมายที่จะพูดถึงนั้นยังเป็นจริงอยู่

AI วิดีโอทำอะไรได้จริงในวันนี้

ภาพรวมของตลาดคือ มีเครื่องมือหลายค่ายที่เป็นเจ้าหลัก แต่ละค่ายเด่นกันคนละด้าน Sora ของ OpenAI, Veo ของ Google, Runway และ Kling เป็นชื่อที่อยู่ในวงสนทนาตลอด บางตัวเด่นด้านความสมจริงระดับใกล้ฟิล์ม บางตัวเด่นที่การควบคุมงานสร้างให้ออกมาตรงใจ บางตัวสร้างเสียงประกอบมาในตัว และทั้งราคาและคุณภาพต่างกันค่อนข้างมาก ประเด็นสำคัญสำหรับคนทำงานคือ อย่ายึดติดกับเลขเวอร์ชันหรือคะแนนที่บล็อกรีวิวยกมา เพราะตัวเลขเหล่านั้นเปลี่ยนทุกไม่กี่สัปดาห์ ให้ดูที่ว่าเครื่องมือทำงานแบบที่ทีมเราต้องการได้จริงหรือไม่

ในแง่การใช้งานที่ได้ผลจริง จุดแข็งของ AI วิดีโออยู่ที่งานคลิปสั้น คลิปโซเชียลความยาวไม่กี่วินาที โฆษณาสั้น ฟุตเทจประกอบ (b-roll) ภาพประกอบคอนเซ็ปต์ และการทำตัวอย่างไอเดียก่อนตัดสินใจถ่ายจริง งานกลุ่มนี้ประหยัดทั้งเวลาและงบโปรดักชันได้อย่างเห็นผล ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ทีมการตลาดที่อยากทดสอบหลายแนวคิดโฆษณาก่อนลงงบถ่ายทำ ใช้ AI สร้างตัวอย่างคร่าว ๆ ของแต่ละแนวคิดมาดูก่อนได้ หรือทีมคอนเทนต์ที่ต้องการ b-roll ประกอบคลิปโดยไม่ต้องซื้อฟุตเทจสต็อกทุกครั้ง

หัวใจของการวางบทบาทให้ถูกคือ มองมันเป็นตัวเร่งงานคอนเซ็ปต์และคลิปสั้น ไม่ใช่ตัวแทนงานถ่ายทำที่ต้องการความแม่นยำสูง เมื่อวางบทบาทตรงนี้ได้ถูก ทีมจะได้ประโยชน์โดยไม่ตั้งความหวังผิดที่

คุณภาพและข้อจำกัดที่ยังเหลืออยู่

ถึงคุณภาพจะดีขึ้นเร็วมาก แต่ข้อจำกัดเชิงเทคนิคยังไม่หายไป และข้อจำกัดเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ AI วิดีโอยังไม่เหมาะกับงานบางประเภท

อย่างแรก คลิปที่ได้มักยังสั้น การสร้างวิดีโอยาวต่อเนื่องที่เล่าเรื่องได้ครบยังเป็นโจทย์ยาก อย่างที่สอง ความต่อเนื่องของวัตถุและฟิสิกส์ยังเพี้ยนได้ ของที่ตกลงพื้น น้ำที่ไหล มือที่จับสิ่งของ เหล่านี้เป็นจุดที่โมเดลยังพลาดบ่อย เพราะมันสร้างภาพจากรูปแบบที่เรียนมา ไม่ได้เข้าใจกฎฟิสิกส์จริง อย่างที่สาม ความสม่ำเสมอของตัวละครข้ามช็อตยังเป็นจุดอ่อน ตัวละครเดิมอาจหน้าตาเปลี่ยนไปเล็กน้อยในแต่ละช็อต ทำให้ร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกันได้ยาก และอย่างที่สี่ ตัวอักษรในภาพมักออกมาเพี้ยนหรืออ่านไม่ได้ ซึ่งเป็นปัญหาโดยตรงถ้าคลิปต้องมีข้อความ ชื่อสินค้า หรือตัวเลขที่ต้องถูกต้อง

ผลในเชิงปฏิบัติคือ งานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น การสาธิตการใช้สินค้า การแสดงข้อมูลตัวเลข หรือคลิปที่มีตัวอักษรสำคัญ ยังไม่ควรฝากให้ AI สร้างขึ้นมาล้วน ๆ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือใช้มันสร้างร่างหรือส่วนประกอบ แล้วให้คนตรวจและประกอบงานจริง

⚠️ ลิขสิทธิ์ สิทธิในใบหน้า และความเสี่ยงจาก deepfake

นี่คือส่วนที่สำคัญกว่าเรื่องคุณภาพ เพราะพลาดตรงนี้ไม่ได้แค่ทำให้คลิปไม่สวย แต่อาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายและความเสียหายต่อแบรนด์

เรื่องแรกคือสิทธิในใบหน้าและเสียงของบุคคล หรือที่เรียกว่า likeness ตอนนี้มีกฎหมายคุ้มครองชัดเจนแล้วในหลายเขตอำนาจ การนำหน้า เสียง หรือภาพเลียนแบบบุคคลจริงไปทำวิดีโอโดยไม่ได้รับความยินยอม เสี่ยงผิดกฎหมาย ในสหรัฐมีกฎหมายระดับสหพันธ์อย่าง TAKE IT DOWN Act ที่ผ่านในเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งเอาผิดวิดีโอลามกปลอมที่สร้างโดยไม่ได้รับความยินยอม และบังคับให้แพลตฟอร์มต้องลบภายใน 48 ชั่วโมง ระดับรัฐก็มีตัวอย่างเช่น ELVIS Act ของรัฐเทนเนสซีที่คุ้มครองชื่อ ภาพ และเสียง ส่วนในยุโรป เดนมาร์กก็แก้กฎหมายให้บุคคลมีสิทธิในใบหน้าและเสียงของตัวเอง ข้อควรระวังคือ กฎต่างกันรายเขตอำนาจ และสถานะกฎหมายเฉพาะของไทยในเรื่องนี้ยังต้องดูแยกต่างหาก ดังนั้นหลักปฏิบัติที่ปลอดภัยที่สุดคืออย่าเอาหน้า เสียง หรือภาพเลียนแบบคนจริง รวมถึงดาราและนักการเมือง ไปทำวิดีโอโดยไม่ได้รับอนุญาต

เรื่องที่สองคือ deepfake ถูกใช้ฉ้อโกงจริงแล้ว ไม่ใช่ความกังวลเชิงทฤษฎี วิดีโอและเสียงปลอมถูกนำไปใช้ปลอมตัวบุคคล หลอกการลงทุน และฉ้อโกงธุรกิจ รูปแบบที่อันตรายต่อองค์กรโดยตรงคือการปลอมเสียงหรือหน้าของผู้บริหารเพื่อสั่งโอนเงิน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแล้วในวงกว้าง สำหรับธุรกิจ นี่หมายความว่าต้องมีขั้นตอนยืนยันตัวตนนอกช่องทางวิดีโอหรือเสียงสำหรับธุรกรรมการเงินสำคัญ เช่น การโทรยืนยันกลับผ่านช่องทางที่รู้จัก หรือกระบวนการอนุมัติหลายชั้นที่ไม่พึ่งคำสั่งจากคลิปเดียว

เรื่องที่สามคือลิขสิทธิ์ วิดีโอที่ AI สร้างขึ้นล้วนมีประเด็นเรื่องการคุ้มครองลิขสิทธิ์เช่นเดียวกับภาพที่ AI สร้าง และต้องอ่านเงื่อนไขการใช้งานเชิงพาณิชย์ของแต่ละเครื่องมือก่อนนำไปใช้กับงานหารายได้ เครื่องมือแต่ละค่ายมีข้อกำหนดต่างกัน บางตัวให้สิทธิเชิงพาณิชย์เต็ม บางตัวจำกัด การข้ามขั้นตอนนี้อาจทำให้ใช้คลิปในงานจริงไม่ได้ตามที่คิด ทั้งนี้กรอบกฎหมายลิขสิทธิ์ที่อ้างถึงเป็นของสหรัฐ ของไทยอาจต่างออกไป

เรื่องสุดท้ายคือเรื่องที่มาและลายน้ำ บางเครื่องมือใส่ลายน้ำหรือ Content Credentials ตามมาตรฐาน C2PA มาให้ ซึ่งช่วยระบุว่าคลิปนั้นสร้างจาก AI แต่ลายน้ำเหล่านี้หลุดหรือถูกลบได้ การไม่มีเครื่องหมายจึงไม่ได้แปลว่าคลิปนั้นเป็นของจริง อย่าใช้การมีหรือไม่มีลายน้ำเป็นเครื่องตัดสินความน่าเชื่อถือเพียงอย่างเดียว

ใช้กับงานธุรกิจและคอนเทนต์อย่างไรให้ปลอดภัย

เมื่อเข้าใจทั้งจุดแข็งและความเสี่ยงแล้ว แนวทางนำไปใช้จริงสรุปได้เป็นหลักปฏิบัติไม่กี่ข้อ

ข้อแรก กำหนดนโยบายชัดในทีมว่าห้ามทำวิดีโอที่ใช้หน้า เสียง หรือภาพเลียนแบบคนจริงโดยไม่ได้รับอนุญาต ครอบคลุมทั้งบุคคลทั่วไป ดารา และบุคคลสาธารณะ เพราะความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและต่อชื่อเสียงแบรนด์สูงเกินกว่าจะคุ้ม

ข้อสอง วางกระบวนการป้องกัน deepfake ในฝั่งการเงิน ให้มีขั้นตอนยืนยันตัวตนนอกวิดีโอสำหรับการอนุมัติเงินก้อนสำคัญ และให้ความรู้พนักงานว่าคำสั่งจากคลิปหรือเสียงของผู้บริหารอาจถูกปลอมได้

ข้อสาม แบ่งงานให้ถูกประเภท งานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น การสาธิตสินค้า ข้อมูลตัวเลข หรือตัวอักษรสำคัญ อย่าฝากให้ AI สร้างล้วน ใช้เป็นร่างแล้วให้คนตรวจและแก้ ส่วนงานคลิปสั้น คอนเซ็ปต์ และ b-roll ปล่อยให้ AI เป็นตัวเร่งได้เต็มที่

ข้อสี่ ก่อนใช้คลิปกับงานเชิงพาณิชย์ อ่านเงื่อนไขการใช้งานของเครื่องมือนั้นทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่ามีสิทธิใช้จริงในบริบทที่จะนำไปใช้

ข้อห้า เปิดลายน้ำหรือ Content Credentials เมื่อเครื่องมือมีให้ และเปิดเผยว่าเป็นคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI เมื่อเหมาะสม ความโปร่งใสนี้สร้างความน่าเชื่อถือกับผู้ชมในระยะยาว

และข้อสุดท้าย เลือกเครื่องมือจากเนื้องานและงบประมาณจริงของทีม ไม่ใช่จากคำว่าอันดับหนึ่งในรีวิว เพราะอันดับเหล่านั้นเปลี่ยนเร็วและหลายครั้งมีกลิ่นของการโฆษณา

ขั้นต่อไป

ถ้าทีมจะเริ่มลองจริง แนะนำให้เริ่มจากงานความเสี่ยงต่ำก่อน เช่น b-roll หรือคลิปคอนเซ็ปต์ภายในที่ไม่มีหน้าคนจริงและไม่ต้องพึ่งตัวอักษรแม่นยำ ใช้รอบนี้เรียนรู้ว่าเครื่องมือไหนเข้ากับสายงานเรา จากนั้นค่อยร่างนโยบายการใช้ AI วิดีโอของทีมที่ครอบคลุมเรื่องสิทธิในใบหน้า การป้องกัน deepfake ในฝั่งการเงิน และการตรวจเงื่อนไขลิขสิทธิ์ก่อนใช้เชิงพาณิชย์ การมีกรอบชัดตั้งแต่ต้นจะทำให้ทีมได้ประโยชน์จากเครื่องมือโดยไม่เปิดช่องความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น


📚 แหล่งอ้างอิง

🗓 ตรวจเมื่อ: 18 มิถุนายน 2569